การซ่อนหน้าจากเครื่องมือค้นหา

เครื่องมือค้นหาอย่าง Google จะรวบรวมข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลาเพื่อค้นหาข้อมูลใหม่ เมื่อเว็บไซต์ของคุณถูกรวบรวมข้อมูล ไฟล์ robots.txt ของร้านค้าคุณจะบล็อกเนื้อหาของหน้าที่อาจลดประสิทธิภาพของกลยุทธ์ SEO ของคุณด้วยการขโมย PageRank

ตามค่าเริ่มต้น ไฟล์ robots.txt ของร้านค้าคุณจะบอกบอท (ซึ่งโดยทั่วไปคือบอทจัดทำดัชนีของเครื่องมือค้นหาหรือที่เรียกว่า "ครอว์เลอร์") ว่าควรหรือไมีควรขอเข้าดูหน้าหรือไฟล์ใดจากเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น หน้าตะกร้าสินค้าของคุณ (ที่ www.example.com/cart) จะถูกตั้งค่าไม่ให้เครื่องมือค้นหาเข้าดู เนื่องจากหน้านี้เป็นหน้าเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละรายและไม่มีประโยชน์ที่จะให้เครื่องมือค้นหาจัดทำดัชนี ร้านค้า Shopify ทุกแห่งมีเทมเพลต robots.txt.liquid ที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าและปรับให้เหมาะสมแล้ว ดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไฟล์ robots.txt.liquid ของคุณ เว้นแต่จะมีเหตุผลเฉพาะที่ต้องทำเช่นนั้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไข robots.txt.liquid

หากคุณต้องการซ่อนหน้าหรือสินค้าที่ต้องการจากเครื่องมือค้นหา แต่ยังคงเปิดใช้งานและเผยแพร่สินค้านั้นในช่องทางการขายของร้านค้าออนไลน์อยู่ คุณสามารถใช้เมตาแท็กหรือเมตาฟิลด์แบบกำหนดเองเพื่อซ่อนเนื้อหาของคุณจากการค้นหาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้สถานะ 'ไม่ได้ลงรายการ' เพื่อซ่อนสินค้าได้อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการความสามารถในการค้นหาเจอในร้านค้าออนไลน์ของคุณ

ซ่อนหน้าหรือสินค้าโดยใช้เมตาแท็ก

คุณสามารถซ่อนหน้าที่ไม่รวมอยู่ในไฟล์ robots.txt.liquid ของคุณได้โดยการปรับแต่งส่วน <head> ของไฟล์เลย์เอาต์ theme.liquid ของร้านค้าคุณ คุณจะต้องใส่โค้ดเมตาแท็กบางส่วนเพื่อหยุดการจัดทำดัชนีของหน้าที่ต้องการ

การใช้เมตาแท็กหมายความว่าสินค้าหรือหน้าของคุณจะถูกซ่อนจากเครื่องมือค้นหา แต่จะยังคงแสดงให้เห็นในการค้นหาหน้าร้านของคุณ

ขั้นตอน:

  1. จากส่วนผู้ดูแล Shopify ให้ไปที่ ร้านค้าออนไลน์ > ธีม

  2. ค้นหาธีมที่ต้องการแก้ไข คลิกปุ่ม เพื่อเปิดเมนูการดำเนินการ จากนั้นคลิกที่แก้ไขโค้ด

  3. ในโฟลเดอร์ layout ให้คลิกไฟล์ theme.liquid

  4. หากต้องการยกเว้นเทมเพลตการค้นหา ให้วางโค้ดต่อไปนี้บนบรรทัดว่างในส่วน <head>

{% if template contains 'search' %}
<meta name="robots" content="noindex">
{% endif %}
  1. หากต้องการยกเว้นหน้าหรือสินค้าที่ต้องการ ให้วางโค้ดต่อไปนี้บนบรรทัดว่างในส่วน <head>
{% if handle contains 'page-handle-you-want-to-exclude' %}
<meta name="robots" content="noindex">
{% endif %}

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้แทนที่ค่า page-handle-you-want-to-exclude ด้วยแฮนเดิลหน้าเว็บที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซ่อนสินค้าชื่อ "Exclusive Secret Product" ที่มีแฮนเดิลคือ exclusive-secret-product ข้อความ if-statement จะเป็นดังนี้ if handle contains 'exclusive-secret-product'

6. คลิก บันทึก

การซ่อนสินค้าโดยใช้สถานะสินค้าที่ไม่ได้ลงรายการ

หากคุณต้องการให้ค้นหาสินค้าเจอได้จาก URL โดยตรงเท่านั้น คุณสามารถกำหนดให้สินค้าของคุณไม่ได้ลงรายการได้

เมื่อคุณกำหนดให้สินค้ามีสถานะเป็นไม่ได้ลงรายการ สินค้านั้นจะถูกซ่อนจากการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต Shopify Catalog และแผนผังเว็บไซต์ของร้านค้าคุณ สินค้าที่ไม่ได้ลงรายการจะไม่แสดงในหน้าคอลเลกชันที่ขับเคลื่อนโดย Shopify, ผลการค้นหา ซึ่งรวมถึงการค้นหาแบบคาดเดา หรือคำแนะนำสินค้าในหน้าร้านของคุณด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะสินค้าที่ไม่ได้ลงรายการ

การซ่อนหน้าหรือสินค้าโดยใช้เมตาฟิลด์แบบกำหนดเอง

คุณสามารถเพิ่มเมตาฟิลด์แบบกำหนดเองของ seo.hidden ไปยังหน้า บล็อกโพสต์ หรือสินค้าในส่วนผู้ดูแล Shopify ของคุณ แล้วกำหนดค่าเมตาฟิลด์เป็น 1 เพื่อซ่อนหน้า บล็อกโพสต์ หรือสินค้านั้นจากแผนผังเว็บไซต์ เครื่องมือค้นหา และการค้นหาในร้านค้าออนไลน์ของคุณ

seo.hidden คือเมตาฟิลด์ของระบบที่แอปจากภายนอกสามารถใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลเมื่อแอปเหล่านั้นซ่อนทรัพยากรจากเครื่องมือค้นหาและแผนผังเว็บไซต์ หากคุณได้รับข้อความแจ้งว่า เนมสเปซและคีย์ seo.hidden เนมสเปซและคีย์ถูกใช้งานแล้ว ดูเมตาฟิลด์ที่ไม่มีคำจำกัดความ นั่นหมายความว่า seo.hidden กำลังถูกใช้งานโดยแอปจากภายนอกและไม่สามารถแก้ไขได้ในส่วนผู้ดูแล Shopify หากคุณต้องการเพิ่มคำจำกัดความให้กับเนื้อหาแต่ละประเภทที่ใช้ seo.hidden อยู่แล้ว คุณสามารถสร้างคำจำกัดความสำหรับเมตาฟิลด์ที่มีอยู่ได้

ข้อควรพิจารณาในการใช้เมตาฟิลด์แบบกำหนดเองกับสินค้า

หากคุณต้องการให้เข้าถึงสินค้าได้โดยใช้ URL โดยตรงเท่านั้น ให้พิจารณาการกำหนดสถานะสินค้าเป็นไม่ได้ลงรายการ แทนการใช้เมตาฟิลด์ seo.hidden สินค้าที่ไม่ได้ลงรายการจะถูกซ่อนจากแผนผังเว็บไซต์และเครื่องมือค้นหา และจะไม่แสดงในหน้าคอลเลกชันที่ขับเคลื่อนโดย Shopify ผลการค้นหา หรือคำแนะนำสินค้าของร้านค้าคุณ หรือใน Shopify Catalog

หากสินค้ามีสถานะเป็นไม่ได้ลงรายการและเมตาฟิลด์ seo.hidden ถูกกำหนดค่าเป็น 1 สถานะไม่ได้ลงรายการจะมีความสำคัญเหนือกว่าในการกำหนดวิธีการแสดงผลและค้นพบสินค้า

เปรียบเทียบการแสดงผลของสินค้า

ตรวจสอบตารางต่อไปนี้เพื่อเปรียบเทียบการแสดงผลของสินค้าเมื่อใช้สถานะสินค้าที่ไม่ได้ลงรายการหรือเมตาฟิลด์ seo.hidden คุณไม่สามารถเผยแพร่สินค้าที่ไม่ได้ลงรายการไปยัง Shop ได้

คำอธิบายผลกระทบของสถานะสินค้าที่ไม่ได้ลงรายการและเมตาฟิลด์ seo.hidden
ฟีเจอร์/ฟังก์ชันการทำงานการแสดงผลของสินค้าด้วยสถานะไม่ได้ลงรายการการแสดงผลของสินค้าด้วยเมตาฟิลด์ seo.hidden
การค้นหาบนอินเทอร์เน็ต
Shopify Catalog
แผนผังเว็บไซต์
การค้นหาในหน้าร้าน
หน้าสินค้า (ร้านค้าออนไลน์และหน้าร้านแบบกำหนดเอง)
หน้าสินค้า (Shop)
คอลเลกชันหน้าร้าน
คำแนะนำสินค้า
Shop (ฟีดหน้าแรก/หน้าของร้านค้า/หน้าหมวดหมู่/ผลการค้นหา)
ช่องทางการขายจากภายนอก

สร้างเมตาฟิลด์แบบกำหนดเอง

  1. จากส่วนผู้ดูแล Shopify ให้ไปที่ การตั้งค่า > เมตาฟิลด์และเมตาอ็อบเจกต์

  2. ในส่วนคำจำกัดความของเมตาฟิลด์ ให้เลือกประเภทแหล่งข้อมูลที่เข้าเกณฑ์ (สินค้า หน้า หรือบล็อกโพสต์) ที่คุณต้องการซ่อน

  3. คลิกหรือแตะเพิ่มคำจำกัดความ

  4. ตั้งค่าฟิลด์ต่อไปนี้

    • ตั้งชื่อเมตาฟิลด์ เช่น SEO Hidden จากนั้นให้เลือกชื่อดังกล่าวจากรายการ
    • ตั้งค่าเนมสเปซและคีย์เป็น seo.hidden
    • ไม่บังคับ: ใส่คำอธิบายสั้นๆ เช่น ซ่อนแหล่งข้อมูลจากเครื่องมือค้นหาเมื่อค่าเป็น 1
  5. กำหนดค่าของฟิลด์ที่กำหนดเองโดยดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. คลิกหรือแตะ ⊕ เลือกประเภท แล้วเลือก Integer
    2. เลือกค่าเดียว
    3. ในส่วนการตรวจสอบความถูกต้อง ให้ตั้งค่าค่าสูงสุดเป็น 1
  6. คลิกบันทึก

  7. ในส่วนผู้ดูแล Shopify ของคุณ ให้ไปที่หน้า บล็อกโพสต์ หรือสินค้าที่คุณต้องการซ่อนจากเครื่องมือค้นหา

  8. ในส่วนเมตาฟิลด์ ให้ตั้งค่าเมตาฟิลด์ SEO Hidden เป็น 1

  9. คลิกบันทึก

หากต้องการให้หน้า บล็อกโพสต์ หรือสินค้ากลับมาแสดงในเครื่องมือค้นหาอีกครั้ง ให้ลบค่าของเมตาฟิลด์ SEO Hidden ออก โดยปล่อยให้เว้นว่างไว้ จากนั้นให้บันทึกการเปลี่ยนแปลง

การให้ Google Crawl URL ของคุณซ้ำหลังการเปลี่ยนแปลง

หากคุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มหน้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ และต้องการให้ Google ทำการ Crawl URL ของคุณซ้ำ คุณจะมีสองตัวเลือกดังนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ขอให้ Google ทำการ Crawl URL ของคุณซ้ำ